
โดย อัษฎางค์ ยมนาค
“การคอร์รัปชั่นกับโศกนาฏกรรมรถบัสทัศนศึกษา คือ ภาพสะท้อนการละเมิดหลักความยุติธรรม ที่สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม”
ที่นักเรียกร้องเรื่องความเหลื่อมล้ำสีส้มสามนิ้ว ไม่เคยสนใจ เพราะไม่เข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบการคอร์รัปชั่น ทำกันจนเคยชิน ทั้งคนจ่ายเงิน คนรับเงิน ทำจนชิน จนไม่รู้สึกว่าที่ทำอยู่คือ คอร์รัปชั่น
จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมรถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนไฟไหม้ พบสาเหตุแล้วว่า ไม่ได้มาจากยางแตกแล้วเกิดประกายไฟ แต่สาเหตุมาจากเจ้าของรถไปติดตั้งแก๊สทั้งหมด 11 ถัง โดยแจ้งขนส่งเพียง 5-6 ถัง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นถังแก๊สเก่าที่รั่ว ข้อต่อหลุด ก่อนเกิดเหตุเพลารถหัก ลงไปครูดกับถนนแล้วเกิดประกายไฟ จนทำให้ไฟไหม้และคร่าชีวิตครูและนักเรียนตัวน้อยๆ ไปเป็นจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจไปทั่วแผ่นดิน
ต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ ”การคอร์รัปชั่น“
ถ้าจะให้วิเคราะห์เหตุการณ์อุบัติเหตุในกรณีนี้ ผมจะเริ่มจากการวิเคราะห์หลายมุมมองที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านเทคนิค ด้านกฎหมาย และด้านการจัดการ โดยอาจแยกประเด็นได้ดังนี้:
1. การติดตั้งถังแก๊สไม่ได้มาตรฐาน
สาเหตุสำคัญที่ถูกระบุคือการติดตั้งถังแก๊สที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และมีการติดตั้งถังแก๊สเกินจำนวนที่แจ้งไว้กับหน่วยงานกำกับดูแล นี่เป็นปัญหาสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในกระบวนการควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะการใช้ถังแก๊สเก่าและรั่วซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารอย่างมาก การควบคุมมาตรฐานการติดตั้งถังแก๊สในยานพาหนะเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้
2. ความบกพร่องของการตรวจสอบและควบคุมจากหน่วยงานรัฐ
การที่รถบัสสามารถติดตั้งถังแก๊สเกินจำนวนที่แจ้งได้ และยังสามารถออกให้บริการได้แสดงถึงปัญหาของกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การละเลยการตรวจสอบหรือการคอร์รัปชั่นในขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดช่องโหว่ในการป้องกันอุบัติเหตุ
3. ผลกระทบจากการคอร์รัปชั่น
สาเหตุของการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเกินจำนวนนี้น่าจะมีพื้นฐานจากการคอร์รัปชั่น ซึ่งอาจเกิดจากการให้สินบนหรือการละเว้นหน้าที่ของผู้ตรวจสอบ ปัญหาคอร์รัปชั่นในหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งที่บั่นทอนความปลอดภัยของสาธารณะอย่างร้ายแรง และควรมีการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
4. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องมีการทบทวนและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบยานพาหนะสาธารณะ เพื่อให้แน่ใจว่าการติดตั้งถังแก๊สหรืออุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายจะเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การเพิ่มบทลงโทษที่หนักขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎข้อบังคับก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป
5. การพัฒนาความปลอดภัยของนักเรียนในกิจกรรมทัศนศึกษา
กิจกรรมทัศนศึกษาของนักเรียนควรมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องการคัดเลือกบริษัทที่มีมาตรฐาน และการตรวจสอบรถบัสที่นำมาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในอนาคต
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้มงวดในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย การคอร์รัปชั่นในกระบวนการตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เพียงพอ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องทำอย่างจริงจังและครอบคลุมในทุกระดับ
การวิเคราะห์อุบัติเหตุครั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับปัญหาคอร์รัปชั่นชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของเด็กๆ และครูผู้สอน ซึ่งไม่เพียงแค่สูญเสียชีวิตในโศกนาฏกรรม แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการละเลยต่อความรับผิดชอบและความโปร่งใสในภาครัฐ
โดยมีประเด็นที่น่าพิจารณาดังนี้:
1. คอร์รัปชั่น: ต้นตอของความล้มเหลวเชิงระบบ
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีผลต่อชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การทุจริตทางการเงินหรือการขัดแย้งผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
การที่หน่วยงานรัฐยอมให้รถบัสซึ่งติดตั้งถังแก๊สที่ไม่ได้มาตรฐานและเกินจำนวนออกวิ่งได้ ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการตรวจสอบที่ล้มเหลว ซึ่งน่าจะเกิดจากการติดสินบนหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งนี้สะท้อนถึงความขาดแคลนในการบังคับใช้กฎหมายและความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง เช่น นักเรียน
2. ชีวิตที่ถูกพรากไปเพราะความไร้ประสิทธิภาพ
นักเรียนและครูที่เสียชีวิตในครั้งนี้เป็นผลมาจากระบบที่ไร้ประสิทธิภาพและการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย สังคมควรตั้งคำถามว่าคอร์รัปชั่นทำให้การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการของยานพาหนะสาธารณะถูกละเลยเพียงใด ไม่เพียงแต่มีการติดตั้งถังแก๊สที่ไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ยังขาดการตรวจสอบซ้ำก่อนให้บริการ ซึ่งถ้ามีระบบตรวจสอบที่ดีและโปร่งใส โศกนาฏกรรมเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น
3. ผลกระทบทางจิตใจและสังคม
การเสียชีวิตของนักเรียนและครูในเหตุการณ์นี้สร้างผลกระทบทางจิตใจที่ลึกซึ้งต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง การที่เด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่น่าจะป้องกันได้ แสดงถึงความล้มเหลวของรัฐในการดูแลประชาชน ซึ่งการเกิดเหตุนี้สามารถนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานรัฐ และกระทบต่อภาพลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมาย
4. การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น: ความจำเป็นเร่งด่วน
การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือการที่คอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องธรรมดาในหลายภาคส่วนของสังคม การที่หน่วยงานรัฐละเลยหน้าที่ตรวจสอบและอนุญาตให้เกิดการติดตั้งอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ชี้ให้เห็นถึงการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ การแก้ไขปัญหานี้ควรเริ่มต้นที่การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบให้โปร่งใสและเป็นมาตรฐาน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งมีการลงโทษที่หนักหน่วงสำหรับผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตั้งหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
5. ความยุติธรรมและความรับผิดชอบ
การสูญเสียชีวิตของนักเรียนและครูในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรับผิดชอบในความล้มเหลวนี้ ทั้งจากฝ่ายผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎข้อบังคับ และหน่วยงานรัฐที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ความยุติธรรมสำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิตควรเป็นเรื่องที่เร่งด่วน และควรมีการสอบสวนที่โปร่งใสและยุติธรรม โดยไม่ละเว้นผู้กระทำผิดใดๆ
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมทางกายภาพ แต่ยังเป็นโศกนาฏกรรมของระบบที่ถูกบั่นทอนด้วยคอร์รัปชั่น การที่การคอร์รัปชั่นทำให้การปฏิบัติหน้าที่ขาดประสิทธิภาพ จนกระทั่งเกิดการสูญเสียชีวิตของเด็กและครู ถือเป็นสิ่งที่ต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วนทั้งในแง่กฎหมาย การตรวจสอบ และการปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยสะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “คอร์รัปชั่นทางวัฒนธรรม” (Cultural Corruption) หรือการที่คอร์รัปชั่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประจำวันของประชาชนทั่วไป แสดงถึงความบกพร่องในระบบคุณค่าและทัศนคติของสังคมไทย
ซึ่งสามารถอธิบายได้ในหลายประเด็น ดังนี้:
1. คอร์รัปชั่นในชีวิตประจำวัน: ปัญหาของการปฏิบัติที่ฝังรากลึก
คอร์รัปชั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การโกงในวงการการเมืองหรือข้าราชการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
เช่น การจ่ายสินบนเพื่อเร่งกระบวนการราชการ การจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้บริการที่ดีขึ้น หรือการใช้เส้นสายในการขอความช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “วิธีการแก้ปัญหา” ที่คนไทยคุ้นเคยและยอมรับกันมานาน จนบางครั้งมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่คอร์รัปชั่น ในขณะที่จริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้คือการละเมิดหลักความยุติธรรมและสร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม
2. การรังเกียจคอร์รัปชั่นแบบเลือกข้าง
ประชาชนทั่วไปมักแสดงความไม่พอใจต่อการคอร์รัปชั่นในวงการการเมืองและข้าราชการ แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่เห็นว่าการกระทำที่พวกเขาทำเอง
เช่น การจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือการใช้เส้นสายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็เป็นการคอร์รัปชั่นเช่นกัน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึง ความไม่สอดคล้องในจริยธรรม (Moral Inconsistency) ที่คนมักมองว่า “การคอร์รัปชั่นเล็กๆ น้อยๆ” ที่พวกเขาทำเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือจำเป็นต้องทำเพื่อเอาชีวิตรอดในระบบที่ไม่โปร่งใส นี่เป็นตัวอย่างของความย้อนแย้งในความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
3. คอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง: วัฒนธรรมที่กระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ระบบราชการในประเทศไทยมีความซับซ้อนและมักใช้เวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ซึ่งทำให้
ประชาชนเห็นว่าการใช้เงินใต้โต๊ะเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วกว่าในหลายสถานการณ์ นี่เป็นผลจากโครงสร้างของระบบที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ คอร์รัปชั่นกลายเป็น “ทางลัด”
ที่คนจำนวนมากเลือกใช้ กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ระบบที่ล้มเหลวในการจัดการหรือการที่ข้าราชการบางคนยอมรับเงินใต้โต๊ะก็เป็นส่วนหนึ่งของวงจรนี้
4. ความขัดแย้งระหว่างคุณค่าและการปฏิบัติจริง
คนไทยจำนวนมากเชื่อในหลักคุณธรรมและศีลธรรม แต่เมื่อเผชิญกับความจริงที่ซับซ้อน เช่น ระบบราชการที่ช้า หรือความจำเป็นในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่ดีขึ้น พวกเขามักเลือกที่จะใช้คอร์รัปชั่นเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความท้าทาย เหตุการณ์นี้เป็นผลของ การขัดแย้งระหว่างคุณค่าที่เชื่อถือและการปฏิบัติในชีวิตจริง (Value-Practice Conflict) ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอในระบบจริยธรรมของสังคมไทย
5. การปฏิรูปทัศนคติและการศึกษา
การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีรากลึกในสังคมไทยจำเป็นต้อง “เริ่มจากการปฏิรูปทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา เพื่อให้มีการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในการเคารพกฎหมายและหลักความยุติธรรม รวมไปถึงการเสริมสร้างวัฒนธรรมการไม่ยอมรับคอร์รัปชั่น“
ในทุกระดับของสังคม นอกจากนี้ยังต้องมีการสร้างระบบที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องพึ่งพาการจ่ายเงินใต้โต๊ะในการแก้ปัญหา
6. การเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นมิตรต่อความโปร่งใส
การสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสจะลดความจำเป็นในการใช้คอร์รัปชั่นเป็นเครื่องมือสำคัญ ประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในกระบวนการที่เป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อจัดการกับระบบที่เคยยุ่งยาก เช่น การทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ หรือการใช้ระบบตรวจสอบที่ชัดเจน จะช่วยลดช่องทางการคอร์รัปชั่นในกระบวนการต่างๆ
ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ทั้งในระดับโครงสร้างทางสังคมและพฤติกรรมของประชาชนทั่วไป ความย้อนแย้งในจริยธรรมที่คนรังเกียจคอร์รัปชั่นของผู้อื่น แต่กลับไม่เห็นว่าตนเองก็มีส่วนร่วมในคอร์รัปชั่น คือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง การสร้างระบบที่โปร่งใส และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมในระยะยาว
ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่พบได้ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ซึ่งแต่ละประเทศที่เคยประสบปัญหานี้มีวิธีการจัดการและปฏิรูปที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางการเมือง วัฒนธรรม และการบริหารงานของรัฐ
เราสามารถแบ่งแนวทางการจัดการคอร์รัปชั่นออกเป็นสองกลุ่มใหญ่: ประเทศในตะวันตก และ ประเทศที่มีระบบการปกครองแบบอำนาจนิยม เช่น จีน
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการที่ต่างกันดังนี้:
1. กรณีของประเทศจีน: การจัดการที่เข้มงวดและการใช้อำนาจของรัฐบาล
ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง รัฐบาลจีนได้ทำการรณรงค์อย่างเข้มข้นในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของเขาตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง โดยมีวิธีการจัดการดังนี้:
• การปราบปรามที่เข้มงวดและรวดเร็ว:รัฐบาลจีนภายใต้สีจิ้นผิงได้จับกุมและลงโทษข้าราชการระดับสูงและบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างรวดเร็วการลงโทษคดีคอร์รัปชั่นในจีนมักรุนแรงเช่นการจำคุกตลอดชีวิตหรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิตในบางกรณีซึ่งส่งสัญญาณถึงความจริงจังของรัฐบาลในการจัดการกับคอร์รัปชั่น
• การตรวจสอบภายในที่เข้มงวด:จีนได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและต่อต้านคอร์รัปชั่นระดับชาติซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการทุกระดับอย่างใกล้ชิดนอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีการตรวจสอบเช่นการเฝ้าติดตามทางการเงินมาใช้เพื่อควบคุมการทุจริต
• การสร้างวัฒนธรรมความเกรงกลัวต่อกฎหมาย:ในขณะที่การใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทำให้ข้าราชการจำนวนมากกลัวที่จะทำการทุจริตแนวทางนี้เน้นที่การสร้าง “วัฒนธรรมความเกรงกลัว” ต่อกฎหมายและการลงโทษ
2. กรณีของชาติตะวันตก: การปฏิรูประบบและการเสริมสร้างความโปร่งใส
ประเทศในตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีวิธีการจัดการคอร์รัปชั่นที่เน้นการเสริมสร้างระบบตรวจสอบและความโปร่งใส รวมถึงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ส่งเสริมความรับผิดชอบ ดังนี้:
• การเสริมสร้างระบบตรวจสอบและความโปร่งใส (Transparency): ในประเทศเหล่านี้มีกลไกการตรวจสอบภายในที่มีความเป็นอิสระและโปร่งใสเช่นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (Supreme Audit Institutions – SAI) และหน่วยงานกำกับดูแลอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการเงินและการบริหารงานของรัฐบาลนอกจากนี้การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะเช่นการใช้เงินของรัฐและการให้สิทธิสื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดคอร์รัปชั่น
• การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล: ประเทศตะวันตกมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสเช่นการสร้างระบบ e-Government เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐโดยตรงผ่านระบบออนไลน์ลดโอกาสในการจ่ายสินบนหรือใช้เส้นสายอีกทั้งยังมีการใช้การตรวจสอบการทำธุรกรรมผ่านเทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้การติดตามการใช้จ่ายเงินของรัฐเป็นไปอย่างโปร่งใส
• การเสริมสร้างความรับผิดชอบในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ (Accountability): มีการวางระบบตรวจสอบที่ชัดเจนในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเช่นระบบ Internal Control และ External Auditing ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและการบริหารงานของบริษัทโดยมีการกำหนดโทษที่ชัดเจนหากพบการทุจริต
3. ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การจัดการคอร์รัปชั่นที่เหมาะสมควรจะมีการนำข้อดีจากทั้งสองแนวทาง (จีนและตะวันตก) มาปรับใช้ในบริบทของสังคมไทย โดยเน้นทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม ดังนี้:
• สร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใส: ประเทศไทยควรพัฒนาระบบตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่โปร่งใสยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในระบบราชการควรให้สิทธิสื่อมวลชนและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายของรัฐได้อย่างสะดวกและเป็นระบบพร้อมทั้งสร้างหน่วยงานตรวจสอบที่มีอิสระอย่างแท้จริงเช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรทำงานอย่างโปร่งใสและไม่ขึ้นตรงต่อฝ่ายการเมือง
• ปฏิรูประบบการบริการประชาชน: การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการระบบราชการเช่นระบบ e-Government เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆโดยตรงจะช่วยลดโอกาสในการจ่ายสินบนและยังเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐ
• ปรับทัศนคติของประชาชน: การปฏิรูประบบการศึกษาและการรณรงค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์ความโปร่งใสและการไม่ยอมรับคอร์รัปชั่นในระดับชุมชนและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสังคมไทยควรเปลี่ยนจากการยอมรับพฤติกรรมคอร์รัปชั่นเล็กๆน้อยๆที่เคยเป็นเรื่องปกติให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธ
• ลงโทษอย่างเป็นรูปธรรม: การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดสำหรับคดีคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งสัญญาณว่าไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้การลงโทษควรมีความชัดเจนและรุนแรงพอที่จะเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดจะกระทำผิดรวมถึงการลดการใช้สิทธิพิเศษในวงราชการ
การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยควรเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม ระบบราชการ และกระบวนการตรวจสอบควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การปรับใช้แนวทางทั้งจากตะวันตกและจีนสามารถเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
”สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบการคอร์รัปชั่น ทำกันจนเคยชิน ทั้งคนจ่ายเงิน คนรับเงิน ทำจนชิน จนไม่รู้สึกว่าที่ทำอยู่คือ คอร์รัปชั่น“
ความผิดนี้ไม่ใช่แค่บริษัทเจ้าของรถคอร์รัปชั่นแต่ฝ่ายเดียวหรอกเพราะตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก พูดกันตรงๆ คนไทยเรารู้กันอยู่อย่างดีว่า ขนส่งก็ตบมือกับเขาด้วย
ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า ….
เรื่องเลวร้ายที่สะเทือนใจคนทั้งชาติในคราวนี้ เกิดขึ้นเพราะ คอร์รัปชั่น ที่ฝ่ายหนึ่งจ่ายเงิน ฝ่ายหนึ่งรับเงิน
ถึงได้มีรถที่พร้อมเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้ทุกเวลา ออกมาพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษา
“ถ้าไม่หยุดการคอร์รัปชั่นที่เป็นวงจรอุบาทว์นี้ ย่อมหมายความว่า เราคนไทยพร้อมส่งลูกไปผจญภัยบนรถที่มีการคอร์รัปชั่นของเจ้าของธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐ เราจะยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปใช่มั้ย”
อาจถือว่าได้ว่าคนขับรถก็โชคร้ายที่พอดีมาขับรถคันนี้ของบริษัทนี้ และที่เลวร้ายสุดคือ อาจารย์และนักเรียนผู้ประสบเคราะห์กรรม เห็นหรือยังว่าการคอร์รัปชั่นมันเลวร้ายและนำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่ชีวิตเราคนไทยทุกคนขนาดไหน
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยต้องยกเครื่องปฏิรูป
แค่สร้างจิตสำนึกให้ทุกคน ”รู้จักหน้าที่และรู้จักรักษาหน้าที่ของตน“ อย่างเคร่งครัด….เท่าชีวิต
ถ้าเจ้าของรถไม่ทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐไม่รับสินบน เรื่องแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นง่ายๆ
แค่เราคนไทยทุกคน ”รักษาหน้าที่ของตน“ อย่างเคร่งครัด….เท่าชีวิต การฉ้อฉลคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยจะค่อยๆ หมดไปในที่สุด
หยุดวงจรอุบาทว์ หยุดเหตุการณ์เลวร้าย หยุดคนชั่วและการกระทำชั่วได้ง่ายๆ ด้วยตัวเราเองทุกคน ด้วยการ ”รักษาหน้าที่ของตน“ อย่างเคร่งครัด….เท่าชีวิต